ขายฝาก คือ

ขายฝาก คือ ขายฝาก เป็นอย่างไรขายฝาก คืออะไรขายฝาก คือ สัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ตกไปยังคนซื้อโดยมีกติกากันว่าผู้ขายบางทีอาจ ไถ่ทรัพย์สินนั้นคืนได้ (ป.พ.พ. มาตรา ๔๙๑) ขายฝากเป็นสัญญาที่กรรมสิทธิ์ในเงินเป็นของคนรับซื้อฝากทันทีที่ขึ้นทะเบียน ซึ่ง คนขายฝากจะได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินคืนกลับต้องขอไถ่คืนข้างในกําหนดเวลาข้อตกลงขายฝาก หรือข้างใน ในช่วงเวลาที่กฎหมายกําคราวด กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์มีกําครั้งด ๑๐ ปีรวมทั้งถ้าหากเป็นสังหาริมทรัพย์มีกําครั้งด ๓ ปีนับแต่ว่าเวลาซื้อขายแลกเปลี่ยนจำพวกการจดทะเบียน

ขายฝาก คือ

1.จำนำ คือ การเขียนทะเบียนจำนำที่ดินทั้งแปลงหรือสิ่งก่อสร้างทั้งข้างหลังหรือที่ดินทั้งยังแปลง พร้อมสิ่งก่อสร้าง ไม่ว่าที่ดินหรือสิ่งก่อสร้างมีเจ้าของคนเดียวหรือหลายคนผู้เป็นเจ้าของทุกคนนั้น จำนำพร้อมกัน

1.ขายฝาก มีกำหนด….….ปี คือ กรณีเจ้าของที่ดินมาขอลงทะเบียนขายฝากที่ดินทั้งยัง แปลง หรือขายฝากอสังหาริมทรัพย์ใดทั้งปวง ไม่ว่าที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์นั้นจะมีผู้ถือกรรมสิทธิ์คน เดียวหรือหลายๆคน ทุกคนขายพร้อม

2.ขายฝากเฉพาะส่วน มีระบุ…..ปี หมายถึง กรณีเจ้าของที่หรืออสังหาริมทรัพย์มีหลาย คน แต่ว่าเจ้าของที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์นั้นบางบุคคลมาขอขึ้นทะเบียนขายฝากเฉพาะส่วนของตนเอง

3.ไถ่จากขายฝาก หรือ ไถ่จากขายฝากเฉพาะส่วน คือ กรณีคนขายฝากได้ขอใช้สิทธิไถ่ขาย ฝากด้านในระบุอายุเวลาในข้อตกลงขายฝาก

4.แบ่งไถ่จากขายฝาก หมายถึง กรณีผู้ขายฝากได้ขายฝากที่ดินรวมกันหลายแปลงในข้อตกลง ขายฝากฉบับเดียวกันหรือขายฝากที่ดินไว้แปลงเดียว ถัดมามีการแบ่งแยกที่ดินแปลงที่ขายฝากออกไปอีก หลายแปลงภายในอายุคำสัญญาขายฝาก ผู้ขายฝากแล้วก็คนรับซื้อฝากตกลงให้ไถ่คืนขายฝากที่ดินไปบางแปลง แล้วก็ บางแปลงยังคงขายฝากอยู่อย่างเคย โดยลดจำนวนเงินที่ขายฝากลงตามแต่คนขายฝากและก็คนรับซื้อฝากจะตกลงกัน

5.โอนสิทธิการไถ่คืนจากขายฝาก หรือ โอนสิทธิการไถ่จากขายฝากเฉพาะส่วน คือ กรณี ผู้ขายฝากตั้งใจจะโอนสิทธิการถอนที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น ซึ่งได้จดทะเบียนขายฝากไว้แล้ว ให้แก่บุคคลอื่นข้างในอายุคำสัญญาขายฝากหรือข้อตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่ โดยเสน่หาไร้คุณค่าตอบแทนหรือมี ค่าตอบแทนก็ได้ โดยผู้รับซื้อฝากรับรู้แล้วก็ให้ถ้อยคำยอม

6.ปลดข้อแม้การไถ่จากขายฝาก หรือ ปลดข้อตกลงการไถ่จากขายฝากเฉพาะส่วน หมายถึง กรณีคนขายฝากและคนรับซื้อฝากตกลงกันในระหว่างอายุข้อตกลงขายฝากหรือข้อตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่ว่า คนขายฝากขอสละสิทธิการไถ่คืนจากขายฝาก พูดอีกนัยหนึ่ง จะไม่ขอใช้สิทธิการไถ่จากขายฝากอีกต่อไปแล้ว

7.โอนมรดกสิทธิการไถ่ หมายถึง กรณีคนขายฝากถึงแก่ความตายในระหว่างอายุข้อตกลงขายฝาก หรือ ข้อตกลงขยายตั้งเวลาไถ่ สิทธิการถอนตกแก่ผู้สืบสกุลซึ่งมีสิทธิขอรับมรดกสิทธิการไถ่คืนนั้น

8.หยุดสิทธิการถอน (หนี้สินเกลื่อนกลืนกัน) คือ กรณีมีการจดทะเบียนขายฝากไว้แล้ว ถัดมา ภายในอายุข้อตกลงขายฝากหรือสัญญาขยายตั้งเวลาไถ่ ผู้มีสิทธิการถอน (คนขายฝาก) และผู้รับการถอน (ผู้รับ ซื้อฝาก) ตกมาเป็นบุคคลเดียวกัน หนี้สินที่ขายฝากระงับสิ้นไป สิทธิการไถ่คืนย่อมระงับ

9.ขยายกำหนดเวลาไถ่จากขายฝาก ครั้งที่ .… (กำหนด……) หมายถึง กรณีคนขายฝากและก็ผู้รับ ซื้อฝากตกลงกันขยายกำหนดเวลาไถ่ภายในตั้งเวลาไถ่ตามสัญญาขายฝาก โดยคนขายฝากแล้วก็ผู้รับซื้อฝาก จะตกลงขยายตั้งเวลาไถ่กันกี่ครั้งก็ได้ แต่ว่าตั้งเวลาไถ่รวมกันทั้งปวงควรต้องไม่เกินสิบปี

10.แยกในนามเดิม (ระหว่างขายฝาก) หรือ แบ่งกรรมสิทธิ์รวม (ระหว่างขายฝากเฉพาะส่วน) คือ ในกรณีที่ดินมีการจดทะเบียนขายฝากไว้แล้ว คนรับซื้อฝากมุ่งมาดปรารถนาจะแบ่ง หรือผู้ครอบครอง รวมและผู้รับซื้อฝากตกลงแบ่งที่ดินออกมาจากกัน

การขยายตั้งเวลาไถ่คืนคนขายฝากและผู้บริโภคฝากจะทำข้อตกลงเลื่อนเวลาไถ่กี่ครั้งก็ได้แต่รวมกันแล้ว จำเป็นที่จะต้องไม่เกิน ๑๐ ปี นับแต่วันทำข้อตกลงขายฝาก รวมทั้งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเซ็นชื่อของ ผู้รับซื้อ ฝาก ซึ่งถ้าหากสินทรัพย์ที่ขายฝากจำเป็นที่จะต้องทำเป็นหนังสือและก็ขึ้นทะเบียนต่อบุคลากรเจ้าหน้าที่ สัญญาขยาย ตั้งเวลาไถ่จากแนวทางการขายฝากต้องลงทะเบียนต่อพนักงานข้าราชการ มิฉะนั้นจะยกเป็นข้อต่อสู้ บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียเงินเดือนและโดยสุจริตไม่ได้การไถ่คืนถอน

“สินไถ่”ซึ่งก็คือ ราคาไถ่คืนหรือราคาที่ซื้อคืนมา ซึ่งไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้ในคำสัญญา เพราะ บางทีอาจไถ่คืนตามราคาที่ขายฝากไว้ตอนแรกได้สินไถ่นั้นหากไม่ได้กำหนดกันไว้ว่าเท่าไร ให้ไถ่ตามราคาขายฝาก สัญญาขายฝากที่ดินที่ทำตั้งแต่ วันที่ ๑๐ ม.ย. ๒๕๔๑ เป็นต้นไป ถ้าเกิดปรากฎในเวลาไถ่ว่าสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กำหนดไว้สูงกว่าราคา

ขายฝากที่จริงจริงเกินอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี

ให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมผลดีตอบแทนร้อย ละสิบห้าต่อปี (มาตรา ๔๙๙ ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมอีกโดยพระราชบัญญัติปรับปรุงเพิ่มเติมอีกประมวลกฎหมายแพ่งและ การซื้อขาย (ฉบับที่ ๑๒) พุทธศักราช๒๕๔๑)บุคคลผู้มีสิทธิไถ่เงินทอง คือ (1)ผู้ขายเดิม หรือทายาทของผู้ขายเดิม หรือ (2)คนรับโอนสิทธินั้น หรือ (3)บุคคลซึ่งในคำสัญญายอมไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งว่าให้เป็นผู้ไถ่ได้ (เปรียญพ.พ. มาตรา ๔๙๗)

การขายฝาก

ป.พ.พ. มาตรา 491 ถึง 502อันว่าขายฝากนั้นคือสัญญาซื้อขายซึ่งเจ้าของในเงินตกไป ยังคนซื้อโดยมีกติกากันว่าคนขายบางทีอาจไถ่สมบัติพัสถานนั้นคืนได้

1. ข้อตกลงขายฝากเป็นสัญญาซื้อขายซึ่งเจ้าของ ในเงินตกไปยังผู้บริโภค โดยคนซื้อ ตกลงในขณะทำข้อตกลงว่า ผู้ขายมีสิทธิไถ่สินทรัพย์นั้นคืนได้ภายในตั้งเวลาเท่าใด แต่จำต้องไม่เกินในตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น ขายที่ดินโดยมีข้อตกลงว่า ถ้าหากคนขาย อยากได้ซื้อคืน คนซื้อจะยอมขายคืนแบบนี้นับได้ว่าเป็นกติกาให้ไถ่คืนได้ข้อตกลงที่ว่า ” คนขายบางทีอาจไถ่ทรัพย์สินคืนได้ ”

*มีความหมายว่ากรรมสิทธิ์ตกไปโดยทันที ผู้ขายมีสิทธิไถ่ ต่างกับการจะจำนองที่ดินเป็นอย่างมาก เพราะว่าหากไม่มีเงินไถ่ เจ้าหนี้ต้องฟ้องบังคับจำนำกับศาลแต่ว่าขายฝากไม่ต้อง

2. กติกานี้ควรมีขึ้นตอนที่ลงนามซื้อ ขายกันเท่านั้น หากสร้างขึ้นหลังจากที่ได้ทำข้อตกลงซื้อขายแลกเปลี่ยนกันแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวมาแล้วข้างต้นไม่ใช่ สัญญาฝากขาย แม้กระนั้นเป็นเพียงแต่คำมั่นว่าจะ ขายคืน เพียงแค่นั้น

3. สินทรัพย์ทุกหมวดหมู่ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม อาทิเช่น ที่ดิน ที่สวน ไร่ บ้าน รถยนต์ เรือ เกวียน โทรทัศน์ ฯลฯ ย่อมสามารถ ขายฝากได้เสมอ

4. ถ้าหากเป็นการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ อย่างเช่น ที่ดิน นา บ้าน ฯลฯ จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือและก็ ลงบัญชีต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ในเรื่องที่ เป็นที่ดินจำต้องลงทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ถ้าเป็นบ้านก็ ลงทะเบียนต่อ ที่ว่าการอำเภอที่บ้านนั้นตั้งอยู่ ถ้าเกิดไม่กระทำตามนี้แล้ว นับว่า ข้อตกลงขายฝากนี้เสียเปล่า เป็นอันใช่มิได้ พอๆกับว่า ไม่ได้ลงนามกันเลย

5. ถ้าเป็นการขายฝากสังหาริมทรัพย์จำพวกพิเศษ ตัวอย่างเช่น แพ เรือยนต์ สัตว์ยานพาหนะ อื่นๆอีกมากมาย ต้องทำ เป็นหนังสือ และก็จดทะเบียนต่อพนักงานข้าราชการ โดยเรือต้องจดทะเบียนที่ กรมเจ้า ท่า สัตว์ยานพาหนะแล้วก็จำเป็นที่จะต้อง ลงทะเบียนที่อำเภอ ถ้าไม่ทำตามอย่างนี้แล้วจัดว่าคำสัญญาขาย ฝากจะเสียเปล่า ใช้บังคับมิได้เลย

6. ถ้าเกิดเป็นการขายฝากสังหาริมทรัพย์ชนิดธรรมดา กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ว่า จำต้องทำเป็น หนังสือ แล้วก็จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังเช่นว่า รถยนต์ ตู้เย็น แหวน สร้อย นาฬิกา ทีวี ฯลฯ แนวทางการขายฝากจำพวกนี้ จะต้องมีหลักฐาน เป็นหนังสือลงชื่อฝ่ายที่ต้องรับ ผิดถูกใจเป็นสำคัญ หรือควรมีการวางมัดจำหรือต้องมีการใช้หนี้บางส่วน ประการใด อย่างหนึ่งก็ได้ ถ้าเกิดไม่เอาอย่างนี้แล้วกฎหมายนับว่า สัญญาขายฝากรายนี้ต้องห้ามมิให้มี การฟ้องร้องบังคับคดี

7. สำหรับการตกลงขายฝากคู่สัญญาจะตกลงกันไม่ให้ผู้ซื้อฝาก จำหน่ายสินทรัพย์ ที่ขายฝาก ก็ได้ แม้กระนั้นถ้าหากผู้ซื้อฝากฝ่าฝืน กติกาที่กำหนดในคำสัญญาโดยนำเงินทองที่ขายฝากไป ขายให้คนอื่นๆ ผู้บริโภคฝากจะต้องยอมสารภาพชดใช้ ความทรุดโทรมใดๆที่เกิดขึ้นแก่ผู้ขายฝาก

8. มาตรา 493

สำหรับในการขายฝากคู่สัญญาจะตกลงกันไม่ให้ผู้ซื้อขายสินทรัพย์ซึ่งขาย ฝากก็ได้ ถ้าหากและผู้ซื้อจัดจำหน่ายเงินนั้นฝ่าฝืนข้อตกลงไซร้ ก็ต้องยอมสารภาพต่อคนขายใน ความทรุดโทรมอะไรก็แล้วแต่อันกำเนิดแต่การนั้นถ้าเป็นการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ ต้องกำหนดเวลา สำหรับในการใช้สิทธิไถ่คืน ไม่เกิน ๑๐ ปี นับตั้งแต่วันที่มีการซื้อขายฝากกัน แต่ว่าหากไม่ได้ตั้งเวลาสำหรับเพื่อการไถ่เอาไว้ หรือระบุ เวลาไว้เกินกว่า ๑๐ ปี ข้อบังคับให้ลดเวลาลงเหลือเพียง ๑๐ ปีแค่นั้น

9. ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์จำพวกพิเศษรวมทั้งประเภทปกติ ต้องกำหนดเวลาไถ่คืนไม่เกิน ๓ ปีนับ แต่ว่าวันที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน แต่ถ้าหากมิได้ กำหนดเวลาสำหรับในการไถ่คืนเอาไว้ หรือกำหนดเวลาไว้ เกินกว่า ๓ ปี ให้ลดเวลาลงเหลือ ๓ ปี เพียงแค่นั้น
10. มาตรา 494 ท่านห้ามมิให้ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากเมื่อพ้นเวลาราวกับจะกล่าวตั้งแต่นี้ต่อไป

(1) ถ้าหากเป็นอสังหาริมทรัพย์กำหนดสิบปีนับแต่ว่าเวลาซื้อขายแลกเปลี่ยน

(2) ถ้าเกิดเป็นสังหาริมทรัพย์ระบุสามปีนับแต่เวลาจำหน่ายมาตรา 495 ถ้าในข้อตกลงมีตั้งเวลาไถ่เหลือเกินกว่านั้น ท่านให้ลดน้อยลงมาเป็นสิบปีรวมทั้ง สามปีตามจำพวกทรัพย์สินกฎหมายกำหนดไว้ว่า กำหนดเวลาไถ่นั้น บางทีอาจลงนามเพิ่มเวลาไถ่คืนได้ ระบุ เวลาไถ่ถอนสินทรัพย์ที่ขายฝากนั้น เดิมข้อบังคับไม่อนุญาตให้ขยายเวลา

11.ในปัจจุบัน ตาม เปรียญพ.พ. มาตรา 496

“การกำหนดเวลาไถ่นั้นอาจทำสัญญาขยาย กำหนดเวลาไถ่ได้แต่ว่าตั้งเวลาไถ่รวมกันทั้งผอง ถ้าเกิดเกินกำหนดเวลาตามมายี่ห้อ 494 ให้น้อยลงมาเป็นกำหนดเวลาตามมาตรา 494” อนุญาตให้เลื่อนเวลาได้

12. ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเซ็นชื่อของคนรับไถ่ ส่วนเงินทองที่ต้องจดทะเบียนต่อบุคลากรเจ้า หน้าที่ ยกตัวอย่างเช่น ที่ดิน บ้าน ฯลฯ การขยายเวลาไถ่จำต้องทำเป็นหนังสือรวมทั้งขึ้นทะเบียนต่อ พนักงาน เจ้าหน้าที่ อย่างไรก็แล้วแต่ช่วงเวลาที่ขยายไปจำเป็นที่จะต้องไม่เกินเวลา ที่อาจไถ่ทรัพย์สมบัติได้

13. มาตรา 496

การกำหนดเวลาไถ่นั้นอาจลงลายลักษณ์อักษรขยายกำหนดเวลาไถ่ได้แต่ว่ากำหนด เวลาไถ่รวมกันทั้งหมดทั้งปวง ถ้าหากเกินกำหนดเวลาตามมาตรา 494 ให้ลดลงมาเป็นระบุ เวลาตามมายี่ห้อ 494การขยายกำหนดเวลาไถ่ตามวรรคหนึ่งขั้นต่ำควรจะมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือ ชื่อผู้รับไถ่

ถ้าเกิดเป็นเงินทองซึ่งการซื้อขายกันจำเป็นต้องทำเป็นหนังสือและขึ้นทะเบียนต่อ พนักงานข้าราชการ ห้ามมิให้ยกการขยายเวลาขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมา โดยเสียค่าแรงงานและก็โดยความซื่อสัตย์แล้วก็ได้ลงทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว นอกจากจะได้นำ หนังสือหรือหลักฐานเป็นหนังสือดังที่กล่าวมาข้างต้นไปขึ้นทะเบียนหรือจดแจ้งต่อบุคลากรเจ้าหน้าที่

14. โดยชอบด้วยกฎหมายเดิม สินไถ่จะกำหนดไว้มากแค่ไหนก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน ซึ่งทำให้การกำหนด สินไถ่เป็นวิถีทางให้ผู้บริโภคฝากคิดประโยชน์ ตอบแทนได้สูงขึ้นยิ่งกว่าการให้กู้ปกติ ซึ่ง

ข้อบังคับควบคุมการเรียกอัตราค่าดอกเบี้ยไว้ไม่เกินร้อยละ ๑๕ ต่อปี แต่ว่ากฎหมายใน ตอนนี้ ( พ.ศ. ๒๕๔๒ ) สินไถ่หากไม่กำหนดกันไว้จะไถ่ได้ตามราคาขายฝาก แม้กระนั้นหากสินไถ่ นั้น กำหนดกันไว้ กฎหมายจำกัดการกำหนดสินไถ่ว่าจะต้องไม่เกิน ราคาขายฝากรวม กับประโยชน์ตอบแทนร้อยละ ๑๕ ต่อปี

15. สินไถ่นั้น ถ้ามิได้ระบุกันไว้ว่าเท่าใดให้ไถ่ตามราคาที่ขาย ฝากหากปรากฏในเวลาไถ่ว่าสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กำหนดไว้สูงขึ้นยิ่งกว่าราคาขายฝากที่จริงจริง ขายฝาก จํานอง เกินอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีให้ไถ่ได้ตามราคาขาย ฝากที่จริงจริงรวมคุณประโยชน์ทดแทน ร้อยละสิบห้าต่อปีในเรื่องที่ถึงกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์สมบัติหากคนซื้อฝากไม่ยอมรับไถ่ ผู้ขายฝาก มีสิทธิชำระเงิน สินไถ่ต่อสำนักงานวางสินทรัพย์ได้ และส่งผลให้ทรัพย์ที่ขายฝากตกเป็นเจ้าของของผู้ขอ ไถ่โดยทันที

16.ในกรณีที่มีการไถ่เงินซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กำหนดไว้ในข้อตกลง หรือภายในเวลาที่กฎหมายระบุหรือผู้ไถ่ได้วางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ต่อที่ทำการวาง สินทรัพย์ภายในกำหนดเวลาไถ่โดยสละสิทธิถอนทรัพย์สมบัติที่ได้วางไว้ให้สินทรัพย์ซึ่งขายฝาก กลายเป็นบาปกสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่ในตอนที่ผู้ไถ่ได้ชำระสินไถ่หรือวางทรัพย์สินอันเป็นสินไถ่แล้ว แม้กระนั้นกรณี

17. สิทธิในการไถ่เงินทองนั้นจะควรใช้ได้แต่บุคคลพวกนี้เป็น

(1) ผู้ขายเดิมหรือผู้สืบสกุลของผู้ขายเดิม หรือ

(2) ผู้รับโอนสิทธินั้นหรือ

(3) บุคคลซึ่งในคำสัญญายอมไว้โดยเฉพาะว่าให้เป็นผู้ไถ่ได้สำหรับการไถ่สินทรัพย์ที่ขายฝากต้องปฏิบัติงานต่อผู้ซื้อฝากเดิม รวมตลอดถึงทายาทของผู้ ซื้อฝากนั้น หรือ คนรับโอนสินทรัพย์ที่ขายฝาก ในเรื่องที่สินทรัพย์ที่ขายฝากเป็น สังหาริมทรัพย์ปกตินั้น ผู้รับโอนได้ทราบว่าสมบัติพัสถานที่รับโอนมานั้นอยู่ในบังคับแห่งสิทธิไถ่ คืน

18. สิทธิสำหรับในการไถ่เงินทองนั้นจะควรใช้ได้เฉพาะต่อบุคคล พวกนี้ คือ

(1) ผู้บริโภคเดิม หรือทายาทของคนซื้อเดิม หรือ

(2) คนรับโอนเงิน หรือรับโอนสิทธิเหนือเงินนั้น แต่ว่าในข้อนี้ถ้าหากเป็น สังหาริมทรัพย์จะใช้สิทธิได้ต่อเมื่อผู้รับโอนได้รู้ในเวลาโอนว่าเงินทองตกอยู่ในบังคับ ที่สิทธิไถ่คืนในกรณีที่มีเช่าทรัพย์สินที่อยู่ในระหว่างขายฝากอันได้จดทะเบียนเป็นต้นว่าต่อบุคลากรข้าราชการ แล้วไซร้ ท่านว่าการเช่านั้นแม้มิได้ทำขึ้นเพื่อจะให้เสียหายแก่คนขายกำหนดเวลาเช่ายัง

คงมีคงเหลืออีกเพียงใดก็ให้อาจจะเป็นอันบริบูรณ์อยู่เพียงแค่นั้นแต่ว่ามิให้เกินกว่าปีหนึ่งวิธีขายฝากนั้นไม่ทริกด้านกฎหมาย เข่นที่ว่า กำหนดไถ่ เพียงแค่ 3ปี พอเพียงชาวบ้านไม่มีเวินมาจ่ายงวดนั้น เจ้าหนี้ไม่ยอม ที่ดินะตกเป็นขอวเจ้าหนี้ทันที่ เส้นแต่ว่าจะต้องลงทะเบียนขยายช่วงเวลา

เน้นว่าตกลงกันปากเปล่าไม่ได้แม้เจ้าหนี้จะตกลงยอม แต่ตามเอกสารที่มิได้ไปขึ้นทะเบียนนั้น เจ้าหนี้ถือสิทธิ 100% ทันทีปัจจุบันมีธุรกิจประเภทรับซื้อฝากอสังหาเพิ่มขึ้นมาก แสดงว่า คนไหนกันมีที่ดินร้อนเงิน ก็เลยรีบขายฝากไว้ก่อน เพราะเหตุว่าจะได้เงินมากกว่าเอาไปจำนำ และแบงค์ก็มักจะตีราคาให้ไม่ดี แถมจำต้องส่งเอกสารค่าจ้างรายเดือน

กลับสู่หน้าหลัก